เลนซ์ซูมชื่อภาษาอังกฤษคือ The Northern Sea Route เป็นเส้นทางเดินเรือ จากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกข้ามไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอาร์กติก ผ่านทะเลแบเรนต์ส แคว้นไซบีเรีย และภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย แต่เส้นทางนี้อยู่ในเขตทะเลอาร์กติก ดังนั้นจึงมีน้ำแข็งปกคลุมตลอด ยกเว้นเพียง 2 เดือนในช่วงฤดูอากาศอบอุ่นเท่านั้นถึงจะปลอดจากน้ำแข็ง ตามประวัติศาสตร์อันยาวนานของเส้นทางเดินเรือทะเลสายนี้ มีนักสำรวจเส้นทางเดินเรือทำการสำรวจเพื่อจุดประสงค์ด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา จวบจนกระทั่งหลังการปฏิวัติรัสเซีย เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือจึงเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2477 และ เปิดเป็นเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ในปีรุ่งขึ้น ซึ่งก็มีนอร์เวย์กับญี่ปุ่น เป็นสองชาติแรกที่ใช้บริการเส้นทางเดินเรือเส้นนี้ อย่างไรก็ตามผลจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในต้นคริสต์ศตวรรษ 1990 การเดินเรือเชิงพาณิชย์ในทะเลอาร์กติกเริ่มลดลง
แม้กระนั้นก็ยังนับว่ายังโชคดีที่ท่าเรือหลายแห่งริมฝั่งของเส้นทางเดินเรือ ยังปลอดจากน้ำแข็ง ซึ่งปกติแล้วท่าเรือริมฝั่งทะเลอาร์กติกใช้ได้เฉพาะเดือนก.ค.ถึงต.ค.เท่า นั้น แต่การเดินเรือในทะเลใช้เรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย ทำหน้าที่ตัดน้ำแข็งเปิดเส้นทางเดินเรือ
เมื่ออากาศอบอุ่น การเดินเรือเชื่อมต่อตอนเหนือและตะวันออกหรือเส้นทางเดินเรือทะเลเหนือนั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเรือตัดน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อก่อนนี้ ทางการรัสเซียจะอนุญาตให้เรือผ่านได้เฉพาะที่มีเรือตัดน้ำแข็งนำร่องให้เท่า นั้น จึงเกิดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายตามมา แต่ต่อมา ทางการรัสเซียอนุญาตให้เรือผ่านได้โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากเรือตัดน้ำ แข็งอีกต่อไป
บริษัทเดินเรืออย่าง เบลูก้า ชิปปิ้ง อ้างว่า เส้นทางเดินเรือนี้สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 300,000 ยูโร (ประมาณ 14.4 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินเรือจากท่าเรือในประเทศเกาหลีใต้ ไปยังท่าเรือเมืองร็อตเตอร์ดัมในประเทศเนเธอร์แลนด์โดยผ่านคลอง สุเอซ แต่บริษัทนี้ไม่ได้เปิดเผยค่าใช้จ่ายเรือคุ้มกันขบวนเรือและเรือนำร่องของ รัสเซีย แต่บริษัทนี้ก็พร้อมที่จะให้เรือขนส่งสินค้า 6 ลำใช้เส้นทางนี้ในปี 2553
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน อาจทำให้น้ำแข็งในแถบลุ่มน้ำทะเลอาร์กติก ถอยห่างออกจากแผ่นดินใหญ่มากขึ้นทุกที ดังนั้นจึงเป็นผลดีต่อ การเดินเรือเส้นทางใหม่นี้ โดยอาจขยายเวลาเป็น 2-4 เดือน แล้วยังอาจเปิดเส้นทางสำหรับการลำเลียงทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในทะเล อาร์กติก อย่างปลาทะเล น้ำมัน และ แก๊สธรรมชาติ เป็นต้น แล้วยังอาจเปิดเส้นทางเชื่อมต่อกับเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือได้อีก ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมากับเรือสำราญ ส่วนในทวีปแอนตาร์กติก ระดับน้ำทะเลที่ลดลงอาจเป็นเส้นทางให้กับเรือท่องเที่ยวและโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเที่ยวชมทัศนียภาพของดินแดนน้ำแข็งปกคลุมแห่งนี้ แต่ก็ควรจะไม่ลืมเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะน้ำแข็งที่เซาะกร่อนออกมาจากธาร น้ำแข็งนั้น อาจออกมากีดขวางเส้นทางเดินเรือก็ได้
หากพิจารณาถึงเฉพาะประเด็นด้านการท่องเที่ยว ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เป็นสำคัญ หากเส้นทางเดินเรือนี้ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้บริการอย่างมาก ย่อมเกิดผลดีตามมา เพราะทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย ย่นระยะเวลา ประเทศในภูมิภาคเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี และ ภูมิภาคอาเซียน อาจใช้ประโยชน์ได้ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศในขณะนี้
ต้องไม่ลืมว่า ปัญหาโจรสลัดปล้นสะดมเรือสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณนอกชายฝั่งประเทศโซมาเลีย กลายเป็นจุดอันตรายสำหรับการเดินเรือไปแล้ว หน่วยงานด้านความมั่นคงการเดินเรือทางทะเลในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะเรือส่วนใหญ่ละเลยมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัย นอกจากนั้น สำนักงานการเดินเรือสากล ระบุว่า การโจมตีของโจรสลัดทั่วโลกเพิ่มขึ้น 39% ของปีที่แล้ว มีทั้งหมด 406 ราย ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา และก็เป็นผลงานของโจรสลัดโซมาเลียถึง 217 ราย ยึดเรือไปได้ 47 ลำ.
ที่มา -
