MarinerThai Webboard
ก.ย. 09, 10, 05:32:51 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ถ้ามีข้อความส่วนตัว PM แปลกปลอมมาถึงคุณ ระวังโทรจัน! อย่าคลิ๊กลิงค์  ตรวจสอบก่อนนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

Cho. Charoen Maritime Instruments Advertising in MarinerThai.Com
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กทท.ยกระดับ ‘ลอจิสติกส์ท่าเรือ’ รับมือส่งออก-นำเข้าบูมหลังศก.โลกฟื้นตัว  (อ่าน 498 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
mrtnews
Moderator
Owner Fleet
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3598


Bangkok - กรุงเทพ.


« เมื่อ: ก.พ. 02, 10, 11:28:30 »

ในปี 2552 เศรษฐกิจโลกจะประสบ ภาวะวิกฤติอย่างหนักไปทั่วทุกมุมโลก ส่งผลให้ธุรกิจการนำเข้า-ส่งออกลดลงอย่างมาก ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ต่างได้รับผล
กระทบกันถ้วนหน้า แม้แต่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ซึ่งเป็นประตูในการนำเข้าส่งออก ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย



ทั้งนี้ ผลประกอบการของท่าเรือในความรับผิดชอบ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือเชียงแสน และท่าเรือเชียงของ ก็ได้รับผล
กระทบไปแบบเต็มๆ รายได้โดยรวมของ กทท.ในปี 2552 ลดลงกว่า 400 ล้านบาท หรือลงประมาณ 4% อย่างไรก็ดี กทท. ก็ยังมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18
ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สำหรับทิศทางของธุรกิจท่าเรือในปี 2553 นั้น ผู้บริการกทท.คาดการณ์ไว้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งผลดีต่อภาคการขนส่งของไทย การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจะฟื้นตัวดีขึ้น และมีโอกาสกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ รวมทั้งระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ช่วงไตรมาสแรก ของปีงบประมาณ 2553 (ต.ค.-ธ.ค.52) มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงมีความเชื่อ ว่า ผลประกอบการและรายได้ของการท่าเรือฯ ในปี 2553 น่าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

นายเฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม ผู้อำนวยการการท่าเรือฯ คนใหม่ แต่เก๋า เพราะเป็นลูกหม้อ กทท.รู้งานในกทท.เป็นอย่างดี ตั้งเป้าว่าผลการดำเนินงานตลอดทั้งปีงบประมาณ 2553 น่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่ม ขึ้นกว่า 300 ล้านบาท จาก 2,500 ล้านบาทในปี 2552 เป็น 2,800 ล้านบาทในปีนี้ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ดังนั้น การเพิ่มศักยภาพท่าเรือของ ไทย เพื่อให้ระบบลอจิสติกส์ของประเทศเดินหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้การท่าเรือฯ ได้กำหนดแผนงานในการพัฒนาศักย-ภาพของท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบังไว้หลักๆ 3 โครงการสำคัญ ดังนี้

1.การพัฒนาระบบลอจิสติกส์ ได้ดำเนินพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ในโซน 4 เพื่อลดต้นทุนการ ขนส่งและประหยัดพลังงานตามแผนพัฒนาการขนส่งในระบบลอจิสติกส์ ของประเทศ โดยให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนมาใช้ทางรถไฟและทางน้ำให้มากขึ้น โดยลงทุนพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ และให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นผู้ประกอบยกขนตู้สินค้าขึ้น-ลงรถไฟ เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ โดยจัดโครงการบริหารจัดการในรูปแบบหน่วยธุรกิจ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รวมการลงทุนก่อสร้าง รถไฟรางคู่ตั้งแต่บริเวณสถานีรถไฟแหลมฉบังถึงศูนย์การขนส่งตู้สินค้าฯ เข้าเป็นโครงการ เดียวกันด้วยและการพัฒนาท่าเรือชายฝั่งที่ท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางน้ำแทนการขนส่งทางถนน ซึ่งกทท.มีแผนพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ เอ) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ขณะนี้อยู่ระหว่างกระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ และงบประมาณต่อไป คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ 2556

2.การพัฒนาท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ ลดระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และบุคลากรในการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ จัดซื้อฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) โดยจ้างพัฒนาระบบโปรแกรมใช้งานต่างๆ เช่นระบบสนับสนุน

และระบบให้บริการ และในปี 2553 นี้ จะทำการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกตามนโยบายของรัฐบาล คือ ผู้ที่ใช้บริการด้านการนำเข้า-ส่งออกจะสามารถติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวก รวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อที่หน่วยงานแต่ละแห่ง

3.การพัฒนาการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง สำหรับท่าเรือกรุงเทพนั้น ได้ดำเนินการบริหารจัดการที่ดิน ตามแผนพัฒนาสินทรัพย์ของกทท. บริเวณ นอกเขตรั้วศุลกากร ภายใต้หลักท่าเรือทันสมัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำนวน 4 แห่ง และจะเป็นพื้นที่นำร่องในการจัดทำแผนแม่บทมาพัฒนาและบริหารพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ พื้นที่ 1 เป็นพื้นที่ว่างบริเวณด้านหน้าอาคารที่ทำการการท่าเรือฯ มีแผนพัฒนาพื้นที่ในเบื้องต้น เป็นอาคารศูนย์ธุรกิจพาณิชยนาวี 17 ไร่

พื้นที่ 2 พื้นที่บริเวณอาคารทวิชเดิม สำนักแพทย์และอนามัย กทท.และคลังสินค้าใกล้เคียง จำนวน 54 ไร่ เบื้องต้นจะพัฒนาเป็นศูนย์ลอจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย พื้นที่ 3 พื้นที่บริเวณอาคารพาณิชย์ตลาดคลองเตยถึงหัวมุมถนนที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เช่า จำนวน 127 ไร่ มีแผนพัฒนาเป็นศูนย์ธุรกิจพาณิชยกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการการท่าเรือ และพื้นที่ 4 พื้นที่บริเวณคลังสินค้า เนื้อที่ 15 ไร่ มีแผนพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานที่ทันสมัย

ส่วนท่าเรือแหลมฉบัง มีเป้าหมายขยายศักยภาพพื้นที่หลังท่า เพื่อรองรับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในอนาคตให้มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าที่ 10.8 ล้านทีอียู. ในปี 2554 ดังนี้ โซนที่ 1 พื้นที่ส่วนกลางสำหรับการบริหาร 880 ไร่ โซนที่ 2 พื้นที่สำหรับรองรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับท่าเรือ 357 ไร่ โซนที่ 3 พื้นที่สำหรับลานกองเก็บสินค้า 890 ไร่ โซนที่ 4 พื้นที่สำหรับพัฒนาเป็นย่านขนส่งสินค้าทางรถไฟ รองรับตู้สินค้าระบบราง ซึ่งการท่าเรือฯ ประกอบการเอง 600 ไร่ โซนที่ 5 พื้นที่สำหรับศูนย์กลางการขนส่ง ต่อเนื่อง ซึ่งจะให้เป็นฮับลอจิสติกส์ 262 ไร่ โซนที่ 6 พื้นที่สำหรับชุมชนและสันทนาการ 600 ไร่ และโซนที่ 7 พื้นที่สำหรับกิจกรรมเกี่ยวเนื่องที่หลากหลายและเขตปลอดภาษี เป็นฮับลอจิสติกส์ 1,352 ไร่

สำหรับโซนที่ 5 ได้ให้เอกชนเช่าเต็ม ที่แล้ว ส่วนโซนที่ 3 และ 7 ยังเหลือพื้นที่อีกจำนวนเล็กน้อยและโซนอื่นๆ ที่เหลือจะทยอยให้เอกชนเช่าพัฒนาต่อไป


ที่มา -
บันทึกการเข้า

เว็บมาสเตอร์ ที่ต้องการนำหัวข้อของ ข่าวอัพเดทรายวัน จากเว็บบอร์ดนี้ไปโพสหรือแปะไว้บนเว็ปไซค์ของคุณ เพื่อให้อัพเดทอัตโนมัติเมื่อมีข่าวอัพเดทใหม่  สนใจ..คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดของ Code ได้ครับ..!!!
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
MarinerThai Homepage | หน้าแรกของมารีนเนอร์ไทย


Valid XHTML 1.0! Valid CSS!