|
วารสารวิมานเมฆ
ฉบับที่ ๓๐ เดือน พ.ศ.
๒๕๔๕
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ให้ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำ รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท
ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตแล้ว
ยามว่างยังใช้เวลาวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรไทยเพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง
ด้วยความมานะพยายามและด้วยใจอันเป็นกุศล หวังที่จะช่วยผู้ป่วยอย่างจริงจัง
ยาตำรับนี้จึงเกิดขึ้นซึ่งสามารถยังประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติเป็นอย่างมาก
ข้อความข้างต้นกล่าวถึง พลเรือตรีสุวรรณ ตันสุวรรณรัตน์ ร.น. บุคคลผู้มีมุทิตาจิต
ซึ่งท่านได้กรุณาสละเวลาให้เราได้พูดคุยถึงงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้

ณ ตำแหน่งปัจจุบัน
ท่านได้ผ่านประสบการณ์ที่ประทับใจในสายงานของท่านอย่างไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นราชองครักษ์ประจำ กรมราชองครักษ์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ปีพุทธศักราช
๒๕๓๒ หลังจากที่ทำงานในกองเรือยุทธการมาเป็นเวลา ๙ ปี
สิ่งที่ประทับใจจากการทำงานในกองทัพเรือ
คือได้ปฏิบัติงานในหมู่เรือลาดตระเวณชายแดนหลายปี
ระหว่างที่รับราชการที่สวนจิตรลดา มีความประทับใจหลายเรื่อง
เรื่องหนึ่งที่ผมภูมิใจที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นราชองครักษ์ประจำ
สิ่งที่ภูมิใจมากคือการได้ระบพระราชทานประดับยศจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
จำนวน ๓ ครั้ง จากเรือเอกเป็นนาวาตรี นาวาตรีเป็นนาวาโท
และนาวาโทเป็นนาวาเอก อีกทั้งได้รับพระราชทานยศเป็นพลเรือตรี ตั้งแต่วันที่
๑ ตุลาคมที่ผ่านมา สิ่งที่ภูมิใจอีกอย่างก็คือ
ทางกรมราชองครักษ์ได้ให้โอกาสไปฝึกอบรมและดูงานหลายประเทศรอบโลก
ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์มาก
อะไรคือมูลเหตุแห่งความสนใจ
ที่ทำให้ท่านได้ศึกษาวิจัยคิดค้นยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรงนี้
พล.ร.ต.สุวรรณ:
ผมได้รู้จักวิศวกรกรมทรัพยากรธรณีคนหนึ่ง
ที่ชอบการค้นคว้าด้านยา คือคุณสมโชค คงพิทักษ์
บุคคลนี้ได้ชักชวนให้ผมร่วมทำการค้นคว้าวิจัยต่อยาตำรับนี้
ผมได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของโรคติดเชื้อ เอช ไอ วี / เอดส์
แล้วเห็นว่ามีผู้ป่วยโรคดังกล่าวมาก ทั้งในประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลก
ยาที่ใช้ต้านไวรัสมีราคาสูง เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ -
๓๐,๐๐๐ บาท ทำให้ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
เพราะขาดยาที่จะใช้บำบัดรักษา
จากการค้นคว้าวิจัยของผมพบว่า
ประเทศไทยมีพืชหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัส เอช ไอ วี
และเชื้อจุลชีพที่เป็นตัวก่อโรคฉกฉวยโอกาสได้
และน่าจะปรุงเป็นยาเพื่อช่วยบำบัดรักษาคนป่วยได้
ผมจึงศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง
ขั้นตอนการศึกษาวิจัยทำอย่างไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
คณะวิจัยได้ศึกษายาตำรับจากแพทย์พื้นบ้านของไทย
และการแพทย์แผนโบราณของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข
นำมาพิจารณาร่วมกับการศึกษาค้นคิดยา A Z T
และยาต้านไวรัสทางวิทยาศาสตร์หลายชนิดของต่างประเทศ
รวมถึงศึกษาสาเหตุของการเกิดโรคเอดส์ว่ามีสาเหตุเริ่มต้นมาจากเชื้อ เอช ไอ
วี
เมื่อได้ศึกษาวงจรชีวิตของ เอช ไอ วี
ในการเข้าสู่เม็ดเลือดขาวชนิด CD-4 ที่จุด Reverse transcription
การขยายตัวในเม็ดเลือดขาว (ขั้น Intigration)
และขั้นที่ไวรัสออกจากเม็ดเลือดขาว (ขั้น protease)
รวมถึงได้ศึกษาเชื้อจุลชีพบางชนิด เช่น เชื้อรา เชื้อแบดทีเรีย
ที่เป็นตัวก่อโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เราจึงทำการศึกษาวิจัยในตัวพืชที่จะใช้ปรุงเป็นยาว่า
มีพืชชนิดใดต้านเชื้อจุลชีพเหล่านั้นได้บ้าง
จึงนำมาปรุงเป็นยาเพื่อใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยในเวลาต่อมา
การศึกษาในห้องทดลองทำอย่างไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
การศึกษาในห้องทดลอง
คณะวิจัยได้ขอรับบริการทางวิชาการจากนักวิชาการระดับสูง ๒
ท่านของมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ดำเนินการทดสอบพืชสมุนไพรไทยหลายชนิด เพื่อดูผลในการฆ่าเชื้อไวรัส
เชื้อจุลชีพต่างๆ
และคุณสมบัติความเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ของพืชที่จะใช้ทำยา
รวมถึงการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง
จากการศึกษาเราได้พบว่ามีพืชบางชนิด
มีทั้งคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์และมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา
เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสอยู่ในพืชตัวเดียวกัน
คุณสมบัติข้อนี้ทำให้เราคัดเลือกพืชที่มีสรรพคุณทางยาสูงเพียงไม่กี่ชนิดนำมาปรุงเป็นยาตำรับได้
และมีประสิทธิผลใช้รักษาโรคได้ดี
คณะวิจัยได้พิจารณาคัดเลือกพืชที่มีสรรพคุณทางยาและพืชที่ทำให้ผู้ป่วยเจริญอาหาร
ทำเป็นยาบรรจุแคปซูลให้ผู้ป่วยรับประทาน
แล้วให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารจำพวกผักพื้นบ้านที่มีแร่เหล็กมากๆ เช่น
แกงเลียง ผักสีเขียวต่างๆ เพราะเมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้ว
ไขกระดูกจะนำสารอาหารที่มีประโยชน์มาผลิตเป็นเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว
จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มทั้งโลหิตและเพิ่มความเข้มแข็งของระบบภูมิคุ้มกัน
ในเวลาเดียวกันกับที่ฤทธิ์ของยาไปต้านเชื้อโรคต่างๆ ในตัวผู้ป่วย
จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น
ข้อสรุปจากการวิจัย (ได้คัดเลือกพืชไว้ ๑๑ ชนิด)
๑. พืช ๗ ใน ๑๑ ชนิด มีคุณสมบัติเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์
๒. พืช ๗ ใน ๑๑ ชนิด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา P. maneffei
๓. พืช ๗ ใน ๑๑ ชนิด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
Staphylococcus aureus
๔. พืช ๓ ใน ๑๑ ชนิด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ Cryptococcus
neofomans และเชื้อ E.Coli
๕. พืช ๒ ใน ๑๑ ชนิด มีฤทธิ์ฆ่า เอช ไอ วี ในหลอดทดลองได้
๘๘.๓% และ ๖๐% ที่จุด Reverse Transcription
๖. เมื่อทำการทดสอบพิษในสัตว์ทดลอง (Acute toxicity)
นักวิชาการได้พบว่าฤทธิ์ของยาไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ ต่ออวัยวะภายใน ตับ ไต
หัวใจ ลำไส้ และกระเพาะอาหารของสัตว์ทดลอง
เมื่อทำการผ่าตัดหน้าท้องของสัตว์ทดลองเมื่อสิ้นสุดการวิจัย
การศึกษาในคนป่วยทำอย่างไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
การศึกษาในคนป่วย เอช ไอ วี
มีนายแพทย์หลายท่านร่วมศึกษาวิจัย ต่อมาผมได้นำยาไปบำบัดรักษาผู้ป่วย เอช
ไอ วี / เอดส์ ที่เป็นทหารและครอบครัว
ร่วมกับผู้บังคับบัญชาของทหารบางหน่วย ผมได้พบว่าผู้ป่วยโรคติเชื้อ เอช ไอ
วี / เอดส์ จำนวนมากกว่า ๘๐%
เมื่อรับประทานยาตำรับนี้แล้วน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น แข็งแรงขึ้น
บางคนน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง ๑๔ กิโลกรัม ในเดือนแรก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถไปทำงานในหน้าที่ของตนได้ต่อไป
แผลพุพองตามร่างกายได้หายไปภายใน ๑ - ๒ เดือน เมื่อนำผู้ป่วยไปตรวจวัดค่า
Viral load ก็พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีค่า Viral load ลดลงตามระยะเวลา
และมีบางส่วนค่า Viral load ยังเพิ่มขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง
แต่เมื่อถึงจุดเพดานที่เชื้อไวรัสสู้ฤทธิ์ของยาไม่ไหว (จุด Set point) ค่า
Viral load ของผู้ป่วยจะลดลงเป็นสถิติที่น่าพอใจ
ต่อมาผมได้พบว่าผู้ป่วยโรคเนื้องอกมดลูก โรคซีส (Cyst หรือ lipoma)
และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับประทานยานี้
มีหลายคนที่มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อมีผู้หายป่วยแล้วไปบอกต่อๆ กันไป คนจึงมาหาผมมากตลอดเวลาที่ผ่านมา
ผมก็ช่วยเท่าที่จะช่วยกันได้
โรคอื่นที่รักษาได้ผลดี = ผลพลอยได้ ได้แก่ เนื้องอก, มะเร็ง, Lipoma,
ไซนัส, โรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ, สะเก็ดเงิน ฯลฯ
ต่อมาผมได้นำข้อมูลไปทำการวิจัยในขณะที่ศึกษาในวิทยาลัยเสนาธิการทหาร
ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ - ๒๕๔๔ ในหัวข้อเรื่อง "การบำบัดผู้ป่วยโรคติดเชื้อ เอช
ไอ วี / เอดส์ ด้วยสมุนไพรไทย"
ซึ่งผมถือว่าได้บันทึกการวิจัยไว้เป็นหลักฐานเป็นครั้งแรก
ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยได้เริ่มขึ้นเมื่อไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
การเริ่มต้นในการวิจัยนี้เริ่มเมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๘
คือตอนนั้นกระทรวงสาธารณสุข
ได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาด้านยาจากสมุนไพรเพื่อผู้ป่วยเอดส์
เป็นโครงการ ๕ ปี คณะวิจัยของผมไม่ได้ใช้งบของกระทรวงในการทำวิจัย
แต่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมแถลงผลการวิจัยที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่
๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ในหัวข้อเรื่อง "การวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรเพื่อผู้ป่วยเอดส์"
ในครั้งนั้นด้วย
ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการทำวิจัยครั้งนี้มีอะไรบ้าง
พล.ร.ต.สุวรรณ:
อุปสรรคในการวิจัยนั้น
ผมมองว่าการพัฒนาด้านยาของประเทศไทยนั้น
ถ้ากองทุนส่งเสริมการวิจัยได้เห็นผลงานประมาณ ๗๐ - ๘๐ %
ก็ควรจะสนับสนุนให้สำเร็จ อย่ามองว่าคนนี้เป็นทหาร คนนี้เป็นวิศวกร
อยากให้คิดว่าถ้าเป็นคนไทย แล้วมีสมองคิด
หากไม่กีดกันก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ
อย่างผมเป็นทหารไม่ได้มีความรู้ด้านเภสัชแต่ก็เรียนกันได้
สามารถศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อช่วยผู้ป่วยได้
นายแพทย์บางท่านอาจไม่มีเวลาในการทำวิจัย เมื่อผลการวิจัยของผมสำเร็จ
ผู้ป่วยหายจากโรคร้ายที่เป็นอยู่ ก็กลายเป็นที่ยอมรับ
ซึ่งตรงนี้อยากให้เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจที่จะศึกษาวิจัยในโอกาสต่อๆ ไป
ในเรื่องลิขสิทธิ์ของท่านได้เตรียมพร้อมหรือดำเนินการไว้อย่างไร
พล.ร.ต.สุวรรณ:
จากการค้นคว้าวิจัยในห้องทดลอง และในผู้ป่วยมานานกว่า ๖ ปี
ยาตำรับนี้ได้รับการจดสิทธิบัตร (patent) ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อ ๒๘
เมษายน ๒๕๔๒ ตามคำขอรับสิทธิบัตร เลขที่ ๐๕๑๙๙
เป็นยาตำรับจากสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง เช่น
โรคติดเชื้อ เอช ไอ วี / เอดส์, โรค Penicilliosis,
โรคมะเร็งบางชนิด, เนื้องอก, ซีส, ไซนัสอักเสบ, ภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ,
โรคไวรัสตับอักเสบชนิด B / C, การขับรอบเดือน / การปรับระบบประจำเดือนสตรี
และการปรับสมดุลภายในร่างกาย
ขณะนี้องค์การอาหารและยาได้ให้ทะเบียนยาตำรับนี้แล้วหนึ่งเลขทะเบียน
ใช้รักษาโรค Penicilliosis ในผู้ป่วยเอดส์
นอกจากการวิจัยครั้งนี้แล้วในอนาคตจะมีการค้นคว้าวิจัยอะไรต่อไป
พล.ร.ต.สุวรรณ:
ในขณะนี้มีผู้ต้องการยาตำรับนี้สูงขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อวารสารวิมานเมฆ ฉบับที่ ๒๘ ได้เผยแพร่ออกไป
และวารสารทหารราบของกองทัพบก ได้ให้เกียรติในการนำบทความ "ใต้ร่มพระบารมี
กับการค้นพบยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง" ของผม
เผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกันคือเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ - มกราคม ๒๕๔๕ นี้
ทำให้ประชาชนผู้ทราบเรื่อง และเดือดร้อนติดต่อเข้ามาหาผมมาก
ผมต้องขอขอบคุณทีมงานวารสารวิมานเมฆ และผู้บังคับบัญชาของวารสารฯ
ที่ให้เกียรติผม และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก
ดังนั้นสิ่งที่อยากทำต่อไปมี ๒ อย่าง คือ
๑. การขึ้นทะเบียนยาเพื่อใช้รักษาเฉพาะโรค
รวมถึงการพัฒนาเพื่อให้เป็นยาทางวิทยาศาสตร์ถ้าทำได้
๒. การวิจัยเพื่อพัฒนา และขยายปริมาณพืชสำคัญหลายชนิด
เพื่อให้มีปริมาณพอเพียงแก่ความต้องการของผู้ป่วย
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
ผมกำลังศึกษาอย่างจริงจังในการเก็บเมล็ดพันธุ์ การทำเนื้อเยื่อ
เพื่อเพิ่มปริมาณพืชที่ใช้ปรุงยา ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลายๆ ด้าน
ทั้งธรรมชาติ แดด น้ำ การปกป้องเชื้อโรคต่อพืชเหล่านั้น
เพื่อให้พืชมีฤทธิ์ของยาแรง และปลอดภัยต่อผู้รับประทานเช่นเดียวกัน
ความรู้สึกในใจที่ท่านอยากบอกกล่าวไปยังผู้อ่าน
พล.ร.ต.สุวรรณ:
ผมขอเรียนว่าด้วยเหตุที่ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์
ได้ใช้เวลาว่างที่พอมีบ้างดำเนินการศึกษาวิจัยต่อยาตำรับนี้อย่างต่อเนื่อง
และด้วยเดชะพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
อีกทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทำให้ตัวยาตำรับนี้ใช้รักษาโรคได้หลายชนิด
ซึ่งผมบันทึกไว้ในเอกสารวิจัย วสท. และวารสารวิมานเมฆฉบับที่ ๒๘
ผมถือว่าเป็นสิริมงคลในชีวิตอย่างยิ่ง จึงใช้ชื่อเรื่องว่า "ใต้ร่มพระบารมี
กับการค้นพบยาสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรคร้ายแรง" และคิดว่ายาบรรจุแคปซูลตำรับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมาก
ทั้งโรคติดเชื้อ เอช ไอ วี โรคเนื้องอกและโรคมะเร็งที่หายารักษายาก
ก็ใช้ยาสมุนไพรบรรจุแคปซูลตำรับเดียวกัน
ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ยาตำรับนี้
สามารถติดต่อกับผมได้ที่ โทร ๐-๑๘๑๔-๗๗๙๐ หรือที่ suwanherbalmed@hotmail.com
และคิดว่าในอนาคตคงจะมีองค์กร
หรือหน่วยงานของทางราชการเข้ามาช่วยเหลือในการผลิตยาตำรับนี้
เพื่อให้ประชาชนเจ็บป่วยมีโอกาสได้ใช้ยาในวงกว้างต่อไป
|