|
มะเร็งและซีสมีลักษณะเป็นอนุมูลอิสระ (Free
radical) มีจุดกำเนิดจาก
ส่วนเกินของอาหารที่คนรับประทานเข้าไปในร่างกาย
แล้วมีสิ่งตกค้างมิได้ถูกขับออกตามระบบขับถ่าย
เมื่ออนุมูลอิสระได้รับออกซิเจนส่วนเกิน ซึ่งเรียกว่าเกิด การ Oxidation
ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่โตขึ้นถ้าก้อนเนื้อเหล่านั้นเป็นเนื้อร้าย
ทางการแพทย์จะเรียกว่า มะเร็ง ส่วนก้อนเนื้อที่มิใช่เนื้อร้าย
มักจะเรียก เนื้องอก หรือ ซีส
เมื่อก้อนเนื้อโตขึ้นมากๆจะเป็นอันตรายต่อชีวิต และมีการกระจายของโรค
ทางการแพทย์ถือว่าพืชที่มีคุณสมบัติเป็นสาร Antioxidant
มีสรรพคุณในการป้องกันมิให้อนุมูลอิสระในร่างกายคนได้รับออกซิเจนส่วนเกินหรือป้องกันการเกิด
Oxidation
ซึ่งจะส่งผลให้อนุมูลอิสระนั้นถูกกำจัดออกไป
อีกสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคจำเพาะอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมะเร็งเม็ดเลือดชนิดคาโปซีซาร์โคมา
เป็นต้นจากข้อมูลที่ได้ทำการศึกษาวิจัยในห้องทดลองเพื่อตรวจสอบความเป็นสาร
Antioxidant ของพืชสมุนไพรที่ใช้ปรุงยา
ทำให้ผู้วิจัยทราบว่ามีพืชสมุนไพรรวม 6 ชนิด ที่มีคุณสมบัติเป็น สาร Antioxidant
ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาการออกฤทธิ์ของยาสมุนไพรสูตรที่ทำการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ว่าจะได้ผลอย่างไร ดังนี้
จากการศึกษาเบื้องต้นในการบำบัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งจำนวน 5 ราย ได้แก่
ผู้ป่วยมะเร็งตับ , มะเร็งเต้านม, มะเร็งสูตินารี และผู้ที่เป็นซีสตามลำตัว
โดยผู้วิจัยกำหนดให้ผู้ป่วยทุกรายรับประทานยาสมุนไพรสูตรที่ทำการวิจัยนี้
ซึ่งเป็นยาผงบรรจุแคปซูลขนาด 450 มิลลิกรัม โดยรับประทานก่อนอาหารครั้งละ 1
แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่องกันทุกวัน กำหนดให้ผู้ป่วยมะเร็งรับประทานยาสมุนไพรสูตรนี้
1 วันทุกๆ 15 วัน แล้วรับประทานยาสมุนไพรล้างภายในร่างกาย
เพื่อให้ภายในร่างกายสะอาด จากการศึกษาผู้ป่วยโรคมะร็งจำนวน 5 ราย ได้ข้อมูลที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้
ก. รหัส CPK.301 เป็นหญิง อายุ 57 ปี
แพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ตับ
ขนาดเส้นผ่าศุนย์กลาง 5 ซม. เมื่อ 25 กย.42
ผู้ป่วยได้รับมอบยาจากคณะของผู้วิจัยในช่วง ม.ค. พ.ค. 43
ตลอด ช่วงเวลา 4 เดือน ผู้ป่วยมิได้รับประทานยาต้านมะเร็งชนิดอื่น ผลจากการฉายรังสี x-ray
จึงทราบว่าขนาดของเซลล์มะเร็งมีขนาดคงที่ ไม่มีการกระจายสุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วยสามารถเดินและทำงานได้คล่อง
แคล่วและผู้ป่วยยังรับประทานยาสมุนไพรและยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้
ข. รหัส
CPP.302ผู้ป่วยชายอายุ 34 ปี
ผู้ป่วยรายนี้ป่วยเนื่องจากมีเนื้องอกบริเวณลำตัวเหนือเอวขึ้นมาเป็นก้อนโตหลายก้อนใช้มือสัมผัสได้
ผู้ป่วยได้รับมอบยาจาก ผู้วิจัยเมื่อต้นเดือน ก.ย.
43 ผู้ป่วยให้สัมภาษณ์ต่อผู้วิจัยในช่วงปลายเดือน ต.ค. 43
ว่า
ได้รับประทานยาสมุนไพรอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้วิจัย ปรากฏว่าในเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ
ก้อนเนื้อที่งอกได้ลดขนาดและจำนวนลงเป็นอย่างมาก
และต่อมาผู้ป่วยให้รายละเอียดว่าอีกประมาณ 3 เดือน
ต่อมาได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา แพทย์แจ้งว่าไม่พบก้อนเนื้อดังกล่าวอีก
ค.รหัส
CYL.303 ผู้ป่วยหญิง อายุ 37 ปี
แพทย์ได้ตรวจพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งทรวงอก ที่เต้านมด้านขวา ขั้น 4 มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 ซม.เมื่อ 8 มี.ค.43
ภายหลังจากที่แพทย์ประจำศูนย์มะเร็ง จ.ชลบุรีได้รักษาด้วยเคมีบำบัด 8 ครั้ง
ผู้ป่วยแจ้งว่าตนเองมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง และขนาดเซลล์มะเร็งยังคงเท่าเดิมจึงได้เปลี่ยนการบำบัดรักษาโดยรับประทานยาสมุนไพรสูตรที่ทำการวิจัยนี้
ผลจากการ x-ray ปรากฏว่า
เส้นผ่าศูนย์กลางของเซลล์มะเร็งได้ลดขนาดลงเหลือเพียง 2 ซม. ภายใน 2 เดือน เมื่อผู้ป่วยรับประทานยาสมุนไพรและปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะวิจัยครบ
7 เดือน แพทย์แจ้งว่าตรวจไม่พบและไม่มีอาการกระจายของเซลล์จากเนื้อร้ายดังกล่าวโดยไม่ต้องผ่าตัดใดๆ
ง. รหัส
CNY.304 ผู้ป่วยหญิงอายุ 43 ปี
แพทย์ได้ตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งปากมดลูก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4
ซม. เมื่อต้น ม.ค. 43
ผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาด้วยการฉายรังสี 25 ครั้ง แล้วทำการฉาย x-ray
แพทย์ได้แจ้งว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของก้อนเนื้อร้ายได้ลดขนาดลงเหลือ 2 ซม.
ต่อจากนั้นผู้ป่วยได้รับประทานยาสมุนไพรสูตรที่ทำการวิจัยนี้
ตามที่คณะวิจัยได้มอบให้ โดยมิได้รับประทานยาหรือรักษาด้วยวิธีอื่น
ปรากฏว่าเมื่อผู้ป่วยรับประทานยาต่อเนื่องได้ 4 เดือน
แล้วไปพบแพทย์เพื่อฉาย x-ray ที่ศูนย์มะเร็งจังหวัด ชลบุรี แพทย์ได้แจ้งว่า
ก้อนเนื้อร้ายหายไป ไม่ต้องผ่าตัดใดๆ และไม่ต้องรับประทานยาใดๆอีก
จ. รหัส
CDS.305 ผู้ป่วยหญิงอายุ 56 ปี
เมื่อ ม.ค. 44
แพทย์ได้ตรวจพบว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งที่บริเวณทรวงอก ทั้งสองข้าง
และในช่วงเดือน มี.ค. 44
แพทย์ได้ผ่าตัดนำเนื้อร้ายออกไปผู้ป่วยแจ้งว่าแพทย์ยังพบอาการกระจายของเนื้อร้าย แต่ไม่สามรถผ่าตัดได้อีกแล้ว
ผู้วิจัยจึงมอบยาสมุนไพรสูตรที่ทำการวิจัยนี้ให้ผู้ป่วยรับประทานเมื่อ 31 มี.ค. 44 และหลังจากนั้น
แพทย์ตรวจไม่พบเนื้อร้ายในผู้ป่วยรายนี้
ฉ. รหัส
HTN.210 ผู้ป่วยชายซึ่งติดเชื้อ HIV /เอดส์
ได้เป็นซีสที่บริเวณด้านหลังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8-10 ซม.
เมื่อผู้ป่วยรายนี้รับประทานยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องต่อเนื่องประมาณ
3 เดือน ผู้ป่วยได้แจ้งให้ผู้วิจัยทราบว่า
ก้อนเนือ้งอกนั้นได้ลดขนาดลงประมาณ 80%
สามารถใช้มือสัมผัสได้ว่ามีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก ทำให้ลดอาการเจ็บปวด ขณะนอนทับก้อนเนื้อดังกล่าว
ต่อมาผู้วิจัยได้พยายามติดตามผลการลดขนาดของซีสในผู้ป่วยรายอื่นๆ
ที่ใช้ยาสมุนไพร จึงได้ข้อมูลว่า
ผู้ป่วยที่เป็นซีสทุกรายที่รับประทานยาสมุนไพรนี้
ขนาดของซีสจะลดลงแล้วหายไปภายในระยเวลาประมาณ 3-4 เดือน
|